เจาะบาดาลไม่เจอน้ำ มีโอกาสแค่ไหน เสี่ยงจริงหรือเปล่า
เจาะบาดาลไม่เจอน้ำ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยอย่างที่หลายคนกลัว โดยเฉพาะถ้ามีการสำรวจพื้นที่และดูข้อมูลชั้นน้ำก่อนลงมือเจาะ ความเสี่ยงจะลดลงไปมากทีเดียว
เจาะบาดาลไม่เจอน้ำ เกิดขึ้นได้จริงไหม
ต้องบอกตรง ๆ ว่า เจาะบาดาลไม่เจอน้ำ เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ไม่มีช่างคนไหนกล้าการันตี 100% ว่าเจาะแล้วต้องเจอน้ำทุกจุด เพราะน้ำบาดาลอยู่ใต้ดินตามชั้นหินและชั้นทรายที่กักเก็บน้ำไว้ ซึ่งแต่ละจุดในพื้นที่เดียวกันอาจมีชั้นน้ำหนาบางไม่เท่ากัน
แต่สิ่งที่ทำให้ลูกค้าหลายคนสบายใจขึ้นคือ พื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา ส่วนใหญ่เป็นแอ่งที่ราบระหว่างภูเขา มีชั้นตะกอนดินและชั้นกรวดทรายสะสมตัวมานาน ทำให้โดยรวมมีโอกาสเจอน้ำค่อนข้างสูง โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มหรือใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติเดิม
ทำไมบางจุดเจาะแล้วไม่เจอน้ำ
สาเหตุที่ทำให้เจาะแล้วไม่เจอน้ำ หรือเจอน้ำน้อยเกินใช้งาน มักมาจากปัจจัยเหล่านี้
- จุดที่เจาะอยู่บนพื้นที่เป็นหินแข็งหรือหินภูเขา ไม่มีชั้นกักเก็บน้ำ
- ความลึกที่เจาะยังไม่ถึงชั้นน้ำบาดาลของพื้นที่นั้น
- ฤดูแล้งต่อเนื่องหลายปี ทำให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงกว่าปกติ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูงที่พึ่งน้ำฝนสะสมเป็นหลัก
- เจาะใกล้พื้นที่ที่เคยมีบ่ออื่นสูบน้ำมากจนชั้นน้ำบริเวณนั้นพร่อง
ปัจจัยพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ประเมินล่วงหน้าได้ระดับหนึ่ง ถ้าช่างที่มีประสบการณ์ลงพื้นที่ดูก่อน
สำรวจน้ำบาดาลก่อนเจาะ ช่วยลดความเสี่ยงได้แค่ไหน
สำรวจน้ำบาดาลก่อนเจาะ คือขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ช่างที่ชำนาญพื้นที่จะดูจากประสบการณ์บ่อข้างเคียงที่เจาะมาก่อน ลักษณะภูมิประเทศ ความสูงต่ำของพื้นที่ และระยะห่างจากแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อประเมินว่าจุดที่จะเจาะมีโอกาสเจอน้ำมากน้อยแค่ไหน
- ดูข้อมูลบ่อบาดาลที่เคยเจาะสำเร็จในละแวกใกล้เคียง
- สังเกตพืชพรรณและลักษณะดินบริเวณนั้น
- เลือกจุดเจาะให้เหมาะกับภูมิประเทศ เช่น พื้นที่ราบต่ำมักมีโอกาสเจอน้ำดีกว่าที่สูงชัน
การประเมินหน้างานแบบนี้ไม่ได้การันตีว่าจะเจอน้ำ 100% แต่ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล ไม่ใช่การเสี่ยงดวงเจาะไปเรื่อย ๆ
ถ้าเจาะแล้วน้ำน้อยหรือไม่เจอ ต้องทำยังไงต่อ
กรณีเจาะแล้วเจอน้ำน้อยกว่าที่คาดหรือไม่เจอน้ำเลย ช่างที่มีประสบการณ์จะพิจารณาทางเลือกร่วมกับเจ้าของบ้านหรือสวน เช่น
- เจาะลึกเพิ่มขึ้นเพื่อไปให้ถึงชั้นน้ำถัดไป หากลักษณะชั้นดินยังมีความเป็นไปได้
- ย้ายจุดเจาะไปยังตำแหน่งใหม่ที่ประเมินว่ามีโอกาสดีกว่า
- ปรับแผนการใช้น้ำให้เหมาะกับปริมาณน้ำที่ได้จริง
เรื่องค่าใช้จ่ายในการเจาะแต่ละบ่อจะอยู่ในช่วงประมาณ 40,000–120,000 บาท ขึ้นอยู่กับความลึก สภาพชั้นดิน และอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ซึ่งต้องประเมินรายบ่อตามหน้างานจริงอีกที ไม่มีราคาตายตัวเพราะแต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน
โอกาสเจอน้ำบาดาลในเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา เป็นยังไง
โอกาสเจอน้ำบาดาล ในสามจังหวัดนี้โดยภาพรวมถือว่าดี เพราะเป็นพื้นที่แอ่งที่ราบล้อมด้วยภูเขา มีน้ำฝนและน้ำจากภูเขาไหลสะสมลงมาเก็บในชั้นดินชั้นหินมานาน โดยเฉพาะ
- เชียงใหม่ พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงและพื้นที่รอบเมือง ส่วนใหญ่มีชั้นน้ำที่เจาะได้ดี
- เชียงราย พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำอิง มีแหล่งกักเก็บน้ำใต้ดินค่อนข้างดี
- พะเยา พื้นที่รอบกว๊านพะเยาและที่ราบใกล้เคียง มักเจอน้ำในระดับความลึกไม่มากนัก
แต่พื้นที่สูงชันหรือติดภูเขาโดยตรงในแต่ละจังหวัด อาจต้องเจาะลึกกว่าปกติ หรือบางจุดเจอชั้นหินแข็งที่ทำให้ต้องพิจารณาทางเลือกอื่นแทน
อยากรู้ว่าพื้นที่ของคุณมีโอกาสเจอน้ำแค่ไหน ทักไลน์เลย
ถ้ากำลังกังวลว่าที่ดินหรือสวนของตัวเองเจาะแล้วจะเจอน้ำบาดาลไม่เจอน้ำหรือเปล่า ทางที่ดีที่สุดคือให้ช่างที่ชำนาญพื้นที่ลงไปสำรวจหน้างานจริงก่อนตัดสินใจ จะได้ประเมินโอกาสเจอน้ำและวางแผนความลึกได้แม่นยำขึ้น
ทัก LINE เข้ามาได้เลย ทีมงานยินดีให้คำปรึกษาและสำรวจหน้างานฟรี ไม่ว่าจะอยู่เชียงใหม่ เชียงราย หรือพะเยา
อ่านต่อและพื้นที่ให้บริการ
ราคาเจาะน้ำบาดาล · เจาะน้ำบาดาลเชียงใหม่ · เจาะน้ำบาดาลเชียงราย · เจาะน้ำบาดาลพะเยา · เจาะบาดาลเพื่อการเกษตร · เจาะบาดาลบ้านพักอาศัย · เจาะบาดาลโรงงาน/อุตสาหกรรม